วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

ตะไคร้
ชื่อวิทย์ Cymbopogon citratus Stapt
ชื่อวงศ์ GRAMINAE
ชื่ออื่น จะไคร(เหนือ), ไคร(ใต้), คาหอม(แม่ฮ่องสอน), หัวสิงโต(เขมรปราจีณ บุรี)

สรรพคุณ
ใบต้น เหง้าทั้งต้น หอมปร่า, ลดความดันโลหิต รสหอมปร่า ขับลม แก้โรคทางเดินปัสสาวะ แก้นิ่ว ดับกลิ่นคาวเจริญอาหารรสหอมปร่า แก้เบื่ออาหาร บำรุงไฟธาตุ แก้กระษัย ขับลมใน ลำไส้ แก้ปัสสาวะพิการ แก้นิ่วรสหอมปร่า แก้หืด แก้ปวดท้อง ขับปัสสาวะ บำรุงธาตุ ขับเหงื่อ


ความลับของตะไคร้
๑. แก้ปวดมวนท้องไส้ ตะไคร้ ๓ ต้น ตัดต้นตัดใบดอกออก ล้างให้ สะอาด คั้นน้ำดื่มสัก ๑ ถ้วยตะไล
๒. ขับปัสสาวะ ตะไคร้ ๓ ต้นคั้นน้ำดื่ม ๑ ถ้วยตะไล ดื่มเช้าเย็น อาการ ปัสสาวะ ไม่ปกติจะทุเลาลง
๓. ขับลมในลำไส้ เอาตะไคร้มาโขลกคั้นน้ำดื่ม
๔. บำรุงไฟธาตุ ไฟธาตุไม่ดีพอ อึดอัดท้องไส้ ระบบทางเดินอาหารไม่ ปกติ(ไฟธาตุพิการ) เอาน้ำตะไคร้คั้นน้ำดื่ม ๑ ถ้วยตะไล หรือใช้ตะไคร้ต้ม กับน้ำดื่ม เช้า กลางวัน เย็น ไฟธาตุจะทำงานได้ตามปกติ
๕. เจริญอาหาร เอาตะไคร้สัก ๕ ต้น ล้างสะอาดทุบพอแตกต้มน้ำดื่ม ก่อนอาหาร เช้า เย็น จะหายจากการเบื่ออาหาร
๖. แก้โรคหืด ตะไคร้ต้มน้ำดื่มเช้า กลางวัน เย็น กลิ่นและรสของตะไคร้ ช่วยทำให้อาการของหืดทุเลาลง และหายได้ในที่สุด
๗. ขับเหงื่อได้ดี เมื่อเกิดครั้นเนื้อครั่นตัว ไม่สบาย อึดอัด เอาตะไคร้ ต้มน้ำดื่มสัก ๑ แก้วอุ่นๆ พอเหงื่อออก จะรู้สึกสบายเนื้อสบายตัว (ตะไคร้เอาทั้งใบและต้น)
๘. ลดความดันโลหิตสูง เอาใบตะไคร้ต้มน้ำดื่ม สัก ๑ แก้ว เช้า กลางวัน เย็น ดื่มไปเรื่อยๆ ๕-๗ วัน ความดันจะเข้าสู่ปกติ
๙. แก้นิ่ว รากตะไคร้ล้างสะอาด ๑ กำมือ ต้มน้ำ เคี่ยวจนงวด ดื่มเช้า กลางวัน เย็น ครั้งละครึ่งแก้ว





กระเจี๊ยบแดง

ชื่อพื้นเมืองอื่น:

ชื่อสามัญ: Roselle; Jamaica sorrel

ชื่อวิทยาศาสตร์: Hibiscus sabdariffa L.

ชั้น: Magnoliopsida

ตระกูล: Malvales

ชื่อวงศ์: MALVACEAE

ประเภท: ไม้ล้มลุก


สรรพคุณ: แก้พยาธิตัวจี๊ด (ราก ดอก ผล และลำต้น), ละลายเสมหะ (ใบ, ดอก), แก้ไอ (ใบ, ดอก), ขับเมือกมันในลำไส้ (ใบ, ดอก), ทำให้โลหิตไหลเวียนดี (ใบ), ช่วยย่อยอาหาร (ใบ), หล่อลื่นลำไส้ (ใบ), ขับปัสสาวะ (ใบ, ดอก), ยาระบาย (ใบ), ลดไขมันในเลือด (ดอก, ผล), ลดไข้ (ดอก), ขับน้ำดี (ดอก), ลดความดันโลหิต (ผล, ดอก), บำรุงกำลัง (ผล) หรือสมานแผลในกระเพาะ (ผล)



วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

กระชาย



ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์
ชื่อวิทยาศาสตร์ Boesenbergia rotunda (Linn.) Mansf.,Boesenbergia pandurata (Roxb.) Schltr.,Gastrochillus panduratus (Ridl.) Schltr.
ชื่อวงศ์ Zingiberaceae
ชื่ออังกฤษ -
ชื่อท้องถิ่น กะแอน, ขิงทราย, จี๊ปู, ซีฟู, เป๊าะซอเร้าะ, เป๊าะสี่, ระแอน, ว่านพระอาทิตย์
หลักฐานทางวิทยาศาสตร์
1. ฤทธิ์ขับลม
กระชายมีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งมีฤทธิ์ขับลม
2. ฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้
กระชายสามารถลดการบีบตัวของลำไส้หนูตะเภา และหนูขาว โดยกระชายมีสาร cineole มีฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ ซึ่งเป็นสาเหตุการปวดเกร็งได้
3. ฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย สาเหตุอาการแน่นจุกเสียด
กระชายสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย Escherichia coli ซึ่งเป็นสาเหตุของการแน่นจุกเสียด โดยกระชายมีสาร pinostrobin และ panduratin A มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ได้
4. ฤทธิ์ลดการอักเสบ กระชายสามารถลดการอักเสบ โดยกระชายมีสาร 5, 7-dimethoxyflavone มีฤทธิ์ยับยั้งการสังเคราะห์ postaglandin และ pinostrobin มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ cyclooxygenase-2 ซึ่งเป็นสาเหตุของการอักเสบได้
5. หลักฐานความเป็นพิษและการทดสอบความเป็นพิษ
5.1 การศึกษาความเป็นพิษ
จาก hippocratic screening เมื่อใช้ dimethoxyflavone จากกระชายในขนาด 3 ก./กก. (10 เท่าของขนาดรักษาการอักเสบ) พบพิษต่ำมาก และไม่พบการตายในหนูถีบจักร โดยทำการสังเกตใน 7 วัน แต่จะลดการหายใจ และอุณหภูมิร่างกาย เนื่องจากการกดประสาทส่วนกลาง
5.2 พิษต่อเซลล์
สารสกัดเมทานอลของกระชายความเข้มข้น 20 มคก./มล. เป็นพิษต่อเซลล์ Raji
5.3 ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์
สารสกัดรากกระชายกับน้ำร้อนและน้ำในขนาด 0.5 ซี.ซี./แผ่น ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ต่อ B. Subtilis ทั้ง 2 สายพันธุ์ H-17 (Rec+) และ M-45 (Rec-) รวมทั้งเมื่อใช้น้ำคั้นจากรากสดก็ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ แต่จะเสริมฤทธิ์ของสาร a-amino-3, 8-dimethylimindazo (4, 5-¦) quinoxaline ในการก่อมะเร็งในตับ นอกจากนี้สาร pinocembrin chalone, pinocembrin, cardamonin และ pinostrobin จากกระชายมีฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์

การใช้กระชายรักษาอาการแน่นจุกเสียด
นำเหง้าแห้งประมาณครึ่งกำมือต้มเอาน้ำดื่ม

วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

ยาสมุนไพรไทย

แก้ปวดฟัน




กานพลู

ใช้กานพลูตำพอแหลก ผสมกับเหล้าขาวเพียงเล็กน้อยพอเละใช้จิ้มหรืออุดฟันที่ปวด โดยใช้สำลีพันปลายไม้จิ้มฟันชุบน้ำมันกานพลู ทาบริเวณเหงือก และจิ้มลงไปในรูฟันซี่ที่ปวดจะทำให้อาการปวดค่อยยังชั่วขึ้น




ผักคราดหัวแหวน


นำก้านสด(ก้านช่อดอก)มาเคี้ยวตรงบริเวณฟันซี่ที่ปวดเพื่อให้น้ำจากก้านช่อดอก ซึมเข้าไปตรงฟันที่ปวดจะทำให้รู้สึกชาระงับอาการปวดฟันได้ดีถ้าฟันซี่ที่ปวดผุเป็นรู ให้ใช้วิธีตำหรือขยี้ก้านช่อดอกให้เละแล้วนำไปอุดรูฟันซี่ที่ปวด สักครู่จะรู้สึกชาหายปวดได้

วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

ยาสมุนไพรไทย

'ฟ้าทะลายโจร' ยาสมุนไพรบรรเทาอาการหวัด


คนไทยส่วนจะนิยมนำสมุนไพรที่มีชื่อว่า "ฟ้าทะลายโจร" ในการบรรเทาอาการไข้หวัด สำหรับฟ้าทะลายโจร เป็นที่รู้จักตั้งแต่สมัยโบราณและได้รับการยอมรับเป็นสมุนไพรแห่งปี ในปัจจุบันมีการนำฟ้าทะลายโจรมาทำเป็นยาลูกกลอน หรือใส่แคปซูลเพื่อความสะดวกในการกิน ขณะนี้ต้นฟ้าทะลายโจรได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในประเทศไทย มีผู้ทำการศึกษาค้นคว้าวิจัยถึงสรรพคุณยา และได้พบสารเคมีในส่วนต่างๆ ของพืชอยู่หลายชนิด รวมทั้งสาร Andrographolide ที่เป็นตัวยาสำคัญที่มีอยู่ในทุกส่วนคือ ราก ต้น ใบของฟ้าทะลายโจร และได้ทำการศึกษาทดลองเพื่อจำแนกโรคที่รักษาได้ดีให้ชัดเจน ซึ่งพบว่าฟ้าทะลายโจรรักษาโรคเหล่านี้ได้คือ แก้ติดเชื้อทำให้ปวดท้อง ท้องเสีย บิด และแก้กระเพาะอักเสบ ลำไส้อักเสบ แก้อาการไอ เจ็บคอ หรือคออักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ หลอดลมอักเสบ แก้ไข้ทั่วไป เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ เป็นยาขมเจริญอาหาร เป็นต้น
ฟ้าทะลายโจร
ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ : ฟ้าทะลาย, น้ำลายพังพอน, ยากันงู, ฟ้าลาง, เมฆทะลาย, ฟ้าสะท้าน, สามสิบดี, ดีปังฮี (จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Andrographis paniculata (Burm) Nees
จัดอยู่ในวงศ์ : Acanthaceaeลักษณะทางพฤกษศาสตร์
เป็นไม้ล้มลุกสูง 1-2 ศอก ลำต้นสี่เหลี่ยมตั้งตรง แตกกิ่งก้านสาขามากมาย ใบเรียวกว้างประมาณ 1 ซ.ม. ดอกออกเป็นช่อเล็กๆ สีขาว มีรอบประสีม่วงแดง กลีบดอกด้านบนมี 3 หยัก ด้านล่างมี 2 หยัก ผลเป็นฝักคล้ายฝักต้อยติ่ง เมล็ดสีน้ำตาลอ่อน ต้นและใบมีรสขมมาก
ส่วนที่ใช้เป็นยาคือ ราก ใบ ทั้งต้นการปลูกใช้เมล็ดโรยลงดิน กลบดินไม่ต้องลึกแล้วรดน้ำให้ชุ่ม มักนิยมปลูกตอนต้นฤดูฝน ไม่ชอบแดดจัดมาก หากอยู่ในที่แจ้งต้นจะเตี้ยใบเล็กหนา และในที่ร่มต้นจะสูง ใบใหญ่แต่บาง ควรปลูกในที่ไม่ร่มและไม่แจ้งนัก ในฤดูฝนไม่จำเป็นต้องรดน้ำ แต่ในฤดูแล้งควรรดน้ำให้ดินชุ่มชื้นอยู่เสมอ ถ้าปลูกขึ้นได้หนึ่งต้นจนมีฝักแก่ เมล็ดจะกระจายออกไปขึ้นทั่วจนต้องถอนทิ้งบ้าง
ประโยชน์ในการรักษา1.ใช้รักษาอาการเจ็บคอ
2.ใช้แก้อาการท้องเสีย และโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน
3.บรรเทาอาการหวัดและเสริมภูมิต้านทาน ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นหายจากหวัด ภูมิแพ้ที่มักเป็นบ่อยๆ ให้หายเร็วขึ้น
4.ใช้เป็นยาภายนอกเป็นยาพอกฝี
รักษาแผลที่เป็นหนองวิธีการนำไปใช้
1.ใช้ในรูปยาต้ม โดยใช้ใบและกิ่งสดล้างสะอาด สับเป็นท่อนสั้นๆ ประมาณ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 10-15 นาที ดื่มก่อนอาหารวันละ 3 ครั้งแก้เจ็บคอ ใช้แก้ท้องเสีย แก้บิด ใช้ 2-3 กำมือ
2.ใช้ในรูปยาลูกกลอน โดยนำใบและกิ่งมาล้างให้สะอาดผึ่งลมให้แห้ง บดให้เป็นผง ปั้นผสมกับน้ำผึ้งเป็นเม็ดขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย ผึ่งให้แห้ง รับประทานครั้งละ 3-6 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอน3.ใช้ในรูปยาแคปซูล โดยใช้ผงใบและลำต้นบรรจุลงในแคปซูล ใช้รับประทานก่อนอาหารและก่อนนอน เนื่องจากฟ้าทะลายโจรมีรสขมมาก จึงนิยมใช้ในรูปยาลูกกลอนและรูปยาแคปซูล ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรจำหน่ายในรูปยาแคปซูล
4.ใช้ในรูปยาดองเหล้า นำใบฟ้าทะลายโจรแห้งขยำให้เป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ในขวดแก้ว แช่ด้วยเหล้าโรงพอท่วมยา ปิดฝาให้แน่น เขย่าขวดหรือคนยาวันละครั้ง เมื่อครบ 7 วัน กรองเอาแต่น้ำเก็บไว้ในขวดที่มิดชิดและสะอาด รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ วันละ 3-4 ครั้งก่อนอาหาร
5.ใช้ใบค่อนข้างแก่ประมาณ 1 กำมือ ตำผสมเกลือเล็กน้อย เติมเหล้าครึ่งถ้วยยา น้ำครึ่งช้อนชา คนให้เข้ากันดี รินเอาน้ำดื่ม กากที่เหลือใช้พอกแผล-ฝี แล้วใช้ผ้าสะอาดพันไว้ข้อควรระวังในการใช้สมุนไพรฟ้าทะลายโจรที่สำคัญคือ ห้ามใช้กับผู้ป่วยที่มีความดันต่ำและมีอาการท้องอืด แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย บางคนเมื่อกินยาฟ้าทะลายโจรแล้วมีอาการปวดท้อง ท้องเสีย เวียนหัว หรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ ซึ่งควรหยุดยาทันที ไม่ควรรับประทานติดต่อกันนานเกินไป เนื่องจากฟ้าทะลายโจรจะทำลายจุลินทรีย์ที่อยู่ในกระเพาะอาหารมากเกินไป